สำหรับ Marvel’s Spider-Man 2 จะเป็นการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากเหตุการณ์ในระยะเวลา 9 เดือนหลังจากเหตุการณ์ในเกมภาค Miles Morales สิ้นสุดลง ในช่วงเวลานั้น “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์” และ “ไมล์ส โมราเลส” ทั้งสองกำลังอยู่ในช่วงที่สุดยอดของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ร่วมกันในการปกป้องมหานครนิวยอร์กแบบเต็มรูปแบบ แต่ด้วยภารกิจและสถานการณ์ส่วนตัวที่ซับซ้อน เพื่อหาทางรักษาความสมดุลระหว่างการทำงานอิสระและการดูแลชีวิตส่วนตัวของปีเตอร์ การเป็นอาจารย์และการช่วยเหลือชุมชนอย่างไม่หยุดนิ่งคงไม่ใช่ทางที่เหมาะสมสำหรับเขา ส่วนไมลส์ก็พบกับความยากลำบากในการต่อสู้ระหว่างการตัดสินใจเรื่องการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เส้นเรื่องจะเน้นการค้นหาสมดุลระหว่างการปกป้องคนในเมืองและบทบาทในชีวิตประจำวัน และเมื่อเพื่อนสนิทอย่าง “แฮร์รี่ ออสบอร์น” กลับมาเข้าไปในชีวิตของปีเตอร์ ความซับซ้อนและความลำบากก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเช่นเดียวกันเมื่อล่าคราเวนต้องเข้ากรุงเพื่อจับตัวตนของผู้ประหลาดในสุริยคอนกรีต รวมถึงการเผชิญหน้ากับเอเลี่ยนซิมบิโอตจากดาวอื่น ๆ ที่เป็นตัวแทนที่สำคัญที่จะเปิดเผยความมืดและทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาอีกด้วย

ะบบการต่อสู้ของภาคนี้จะยังคงรักษาเอกลักษณ์เหมือนเช่นเกมสองภาคที่ผ่านมา กับแอ็คชั่นที่รวดเร็วพลิ้วไหวจากบนพื้นสู่กลางอากาศ เน้นการหลบหลีกให้ถูกจังหวะและการต่อยเตะสะสมคอมโบไปเรื่อยๆเพื่อเก็บเกจใช้ท่าเผด็จศึกหรือจะเลือกเก็บเกจไว้ฮีลรักษาตัวเองยามเจ็บหนักใกล้ตายก็ย่อมได้ โดยแอนิเมชั่นท่วงท่าและการกดปุ่มโจมตีพื้นฐานต่างๆอย่างต่อยเตะแล้วลอดใต้ขา ท่าเสยงัดศัตรูขึ้นฟ้าแล้วต่อคอมโบกลางเวหา ไปจนถึงการยิงใยเพื่อดึงตัวศัตรูเข้ามาหรือหยิบจับสภาพแวดล้อมมาใช้ประโยชน์ ทุกอย่างจะยังคงเดิมเหมือนภาคก่อนๆหน้านี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สิ่งแปลกใหม่ที่สังเกตเห็นชัดคงจะเป็นปุ่ม L1 ที่นอกจากจะเรียกใช้งานพลังความสามารถพิเศษของตัวละครได้แล้ว ในภาคนี้ปุ่ม L1 ยังทำหน้าที่เป็นปุ่มตั้งการ์ดปัดป้องยามที่ต้องรับมือกับศัตรูชนิดพิเศษ ซึ่งถ้าหากเรากด Parry ได้เพอร์เฟกต์ถูกจังหวะศัตรูเหล่านั้นก็จะเกิดอาการสตันชั่วคราว เปิดช่องให้เราโจมตีอัดใส่กำจัดมันได้เหมือนศัตรูปกติธรรมดาทั่วไป ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องดีเอามากๆเพราะในภาคเก่าก่อนเวลาที่เจอศัตรูประเภทนี้เรามักทำได้แค่ม้วนตัวหนีแล้วยิงแกดเจ็ตใส่มันเท่านั้น

ระบบกราฟิกในเกม Marvel’s Spider-Man 2 จะไม่ทำให้คุณสับสนหรือปวดหัวอีกต่อไปเนื่องจากภาคนี้จะมีเพียงสองโหมดให้เลือกใช้เท่านั้น คือ โหมด Fidelity ที่มีความละเอียดระดับ 4K และความคมชัดสูง โดยการล็อคเฟรมไว้ที่ 30fps และโหมด Performance ที่มีการเคลื่อนไหวไล่ภาพอย่างลื่นไหลที่ 60fps แต่ลดความละเอียดลงมาบ้าง สิ่งที่ทำให้มีเพียงสองโหมดนี้ก็เพราะทีมพัฒนาได้ค้นพบวิธีในการนำเทคนิค Ray-tracing มาใช้ในโหมด Performance ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจึงไม่จำเป็นต้องมีโหมดภาพกราฟิกอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมา ผลลัพธ์ที่ได้คือเราสามารถมองเห็นเงาของตัวละครรวมถึง NPC ที่เดินผ่านไปมาและปรากฏสะท้อนในกระจก ไม่ว่าจะอยู่ในอาคารหรือที่เหมือนปรากฏในกระจก เช่น เวลาที่แสงแดดสะท้อนในน้ำ เป็นอะไรที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ และการเล่นยังคงมีความนุ่มนวลและไม่มีสะดุดในเวลาเดียวกัน แม้บางครั้งคุณภาพของเท็กซ์เจอร์อาจมีความหยาบหยามลงไปบ้าง แต่มันก็ไม่ถึงขั้นที่จะเกลียดอย่างมาก ซึ่งอย่างนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ไม่น่าเป็นเรื่องมากมาย

“Marvel’s Spider-Man 2 จริงๆ มันไม่มีอะไรให้ตื่นตาตื่นใจมากนัก เพราะเป็นผลงานต่อยอดจากมาตรฐานเดิมที่ได้รับการยกย่องมาก่อนหน้า ด้วยการนำเอาเกมเพลย์ที่ประสบความสำเร็จมาพัฒนาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอีกเป็นเทรนด์ล้ำค่า อาจจะดีเกินไปตามบางคนที่กลัวว่ามันอาจจะเป็นอันตรายต่อการเดินทางทางความสนุกในเกม นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงมาตรฐานคุณภาพของสองพี่น้องไอ้แมงมุมนี้ อาจจะต้องพบกับปัญหาที่มั่นใจว่าผู้เล่นจะต้องท่องมัลติเวอร์สหรือเข้าร่วมกลุ่มโจรสลัดอีกครั้ง หากไม่สามารถเข้าใจได้ เราคงไม่ค่อยมีวันได้เห็นมากเกินกว่าการเฝ้ามองเป็นมิตรเพื่อนบ้านที่สมควรจะได้รับความเคารพในชุดเกราะของเขา ทั้งๆ ที่เขาต้องทำความเข้าใจกับศัตรูที่กลับมาซ้ำๆ ด้วยความตั้งใจ เรายังคงชื่นชมและเข้าใจใจกับทีมงาน Insomniac Games ที่พยายามนำเสนอสิ่งแปลกใหม่ล้ำค่าเข้ามาในเกมภายใต้กรอบลิขสิทธิ์ที่พวกเขาได้รับ แต่การที่ต้องเห็นความซ้ำซากของศัตรูแห่งเมืองที่ขยันแหกคุกกลับมาปราบซ้ำแล้วมันอาจจะทำให้รู้สึกจำเจไปสักหน่อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *