Review : ‘Dragon Quest Monsters

แน่นอนว่าแฟนเกมรุ่นเก่าคงไม่พลาดที่จะรู้จักซีรีส์ ‘Dragon Quest’ ที่เป็นตำนานแนวเทิร์นเบส RPG ที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ยุค 80s และยังคงร่วมสร้างประวัติศาสตร์ของเกม RPG ไปจนถึงปัจจุบันอย่างมั่นคง 

นอกจากภาคหลักแล้ว ยังมีภาคแยกที่เปลี่ยนแปลงไปตามแนวต่าง ๆ เช่นเกมแอ็กชัน RPG หรือเกมแนวจับมอนสเตอร์มาสู้กัน เช่น ‘Dragon Quest Monsters’ ที่ถือเป็นภาครองที่มีการเปิดตัวมาแล้วเมื่อครบรอบ 25 ปีที่ผ่านมา

การ์ตูนเรื่อง ‘ราชันย์มังกร’ หรือ ‘Dragon Quest: The Adventure of Dai’ เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่เป็นที่รู้จักในวงการนิยายการ์ตูนและอนิเมะของญี่ปุ่นอย่างมาก เรื่องราวในการ์ตูนเล่าถึงเด็กหนุ่มชื่อได ที่ได้รับอิทธิพลจากการเดินทางของหัวใจของเพื่อน ๆ 

และกลายเป็นผู้กล้าหาญและมีศักยภาพในการต่อสู้ เป้าหมายของเขาคือการท้าทายราชันย์มังกรเพื่อปกป้องโลกจากความมืดและความชั่วร้าย 

การ์ตูนนี้มีผลงานการ์ตูนอนิเมะออกมาในช่วงปี 1991-1992 และได้เผยแพร่ทั่วโลก ทำให้เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

ซีรีส์ ‘Dragon Quest Monsters’ เป็นการผสมผสานระหว่างแนวเทิร์นเบส RPG กับแนวจับมอนสเตอร์มาต่อสู้กันที่มีความคล้ายคลึงกับ ‘Pokemon’ อย่างไรก็ตาม 

ทีมงานได้ทำการสร้างความแตกต่างและใส่ความโดดเด่นของเหล่ามอนสเตอร์และตัวละครโดยใช้การออกแบบของ อากิระ โทริยามะ (Akira Toriyama) ผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการ 

นี่ทำให้ซีรีส์นี้ได้รับความนิยมและได้รับการออกแบบออกมาหลายภาค โดยเกือบทั้งหมดได้ถูกพัฒนาขึ้นและออกจำหน่ายบนคอนโซลแบบพกพาด้วย

ภาค ‘Dragon Quest Monsters: The Dark Prince’ ได้ถูกวางจำหน่ายบน Nintendo Switch โดยเนื้อเรื่องจะเล่าผ่านตัวละครหลักอย่าง “Psaro” เจ้าชายที่เป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจ 

หลังจากที่เขาท้าทายพ่อของเขาที่เป็นราชาปีศาจผู้โหดร้ายแล้ว ทำให้เขาถูกลงโทษด้วยการสาปให้เขาไม่สามารถต่อสู้กับมอนสเตอร์ได้อีกต่อไป และเนรเทศเขาไปยัง Terrestria จึงทำให้ “Psaro” ต้องหาทางถอนคำสาปนี้

กราฟิกของเกม Dragon Quest Monsters: The Dark Prince ถือว่าไม่โดดเด่นมาก แต่ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คาดหวัง เมื่อเกมเริ่มประกาศวางจำหน่ายเฉพาะบน Nintendo Switch ผู้สนับสนุนส่วนใหญ่เกือบทุกคนคาดหวังว่ากราฟิกในเกมนั้นจะไม่ได้รับการพัฒนาอย่างสูงสุด 

เนื่องจากซีรีส์ Dragon Quest Monsters เน้นที่เนื้อเรื่องและการเล่นมากกว่ากราฟิก ดังนั้นความคาดหวังลดลงไปอีกมาก แต่เมื่อได้ลองเล่นเกมจริง ๆ พบว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คาด 

ซึ่งกราฟิกมีความธรรมดามาก เหมือนกับเกมในยุค PlayStation 2 ที่มีความคมชัดมากกว่า แต่เมื่อได้สัมผัสกับเกมจริง ๆ ก็ไม่ได้แย่อย่างนั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *